4 ส.ค. 2563 เวลา 09.00 น. à¸“ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป และรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่ สธ. เสนอ                   ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่ สธ. เสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองจาก    ผู้ประกอบวิชาชีพ และผู้ประกอบกิจการด้านเกษตรกรรม กำหนดหลักเกณฑ์ในการนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 เฉพาะกัญชา และกำหนดกระบวนการเกี่ยวกับการเก็บรักษาและทำลายยาเสพติดให้โทษของกลาง เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพสามารถเข้าถึงการใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง และเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์ความรู้ และต่อยอดกัญชาทางการแพทย์เพื่อประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งแก้ไขปัญหาการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางไว้เป็นเวลานาน ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและสถานที่ในการเก็บรักษา                    สธ. ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย และเปิดเผยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย รวมทั้งจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรี (19 พฤศจิกายน 2562) เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และได้เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมกับการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายให้ประชาชนได้รับทราบแล้ว                   à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของร่างพระราชบัญญัติ                   1. กำหนดให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอชาวบ้าน ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตด้านเกษตรกรรมและเกษตรกรที่ดำเนินการผลิตภายใต้ความร่วมมือกับผู้รับอนุญาตผลิตซึ่งยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร และบุคคลอื่น ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษกำหนด สามารถได้รับใบอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ได้                   2. กำหนดให้ในกรณีที่มีการยึดหรือริบยาเสพติดให้โทษ เมื่อได้มีการตรวจชนิดและปริมาณแล้วว่าเป็นยาเสพติดให้โทษแล้ว ให้ สธ. หรือผู้ซึ่ง สธ. มอบหมายทำลายหรือนำยาเสพติดให้โทษดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้                    3. กำหนดให้ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7)   à¸ž.ศ. 2562 ใช้บังคับ การนำเข้ายาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 เฉพาะกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการรักษาผู้ป่วยจะสามารถนำเข้าได้เฉพาะเมล็ดพันธุ์ ยกเว้นกรณีหน่วยงานของรัฐ ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศ หรือผู้ที่มีวัตถุประสงค์ดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยและพัฒนา (มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 บัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562) 2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พ.ศ. ….                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้ มท. รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย                    à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของร่างพระราชกฤษฎีกา                   กำหนดให้ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ 119 ไร่ 3 งาน 59.7 ตารางวา ซึ่งปัจจุบันราษฎรได้เลิกใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินสาธารณประโยชน์ แปลงดังกล่าวแล้ว เพื่อมอบหมายให้เทศบาลเมืองชุมแพใช้เพื่อพัฒนาเป็นระบบบำบัดน้ำเสียและพื้นที่สาธารณะเพื่อนันทนาการ                   ทั้งนี้ มท. เสนอว่า เทศบาลเมืองชุมแพขอถอนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์แปลง “หนองแซงกระเทิบ” ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ขก. 3073 เนื้อที่ประมาณ 119 ไร่ 3 งาน 59.7 ตารางวา   à¹€à¸žà¸·à¹ˆà¸­à¸žà¸±à¸’นาเป็นระบบบำบัดน้ำเสียและพื้นที่สาธารณะเพื่อนันทนาการ ซึ่งที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว เดิมราษฎรได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นที่ใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร แต่ปัจจุบันราษฎรได้เลิกใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงนี้แล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะถอนสภาพตามมาตรา 8 วรรคสอง (1) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการถอนสภาพ การจัดขึ้นทะเบียน และการจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2550 จึงเห็นควรให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลชุมแพ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เพื่อมอบหมายให้เทศบาลเมืองชุมแพใช้เพื่อพัฒนาเป็นระบบบำบัดน้ำเสีย และพื้นที่สาธารณะเพื่อนันทนาการ โดย มท. ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาฯ มาเพื่อดำเนินการ 3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ)                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ (สกช.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รวมพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้กับร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ที่เป็นเรื่องทำนองเดียวกันซึ่งอยู่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาให้เป็นฉบับเดียวกัน แล้วดำเนินการต่อไปได้                   à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของร่างพระราชกฤษฎีกา                   กำหนดให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว                    ทั้งนี้ สกช. เสนอว่า พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. 2553 มาตรา 20 บัญญัติให้จัดตั้งสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น ซึ่งปัจจุบัน สกช. ยังไม่ได้รับการกำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539                     โดยที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บัญญัติให้ “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่พระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย                    ดังนั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของ สกช. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 สมควรกำหนดให้ สกช. เป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของ สกช. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาฯ มาเพื่อดำเนินการ 4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต และหนังสือรับรอง การแจ้งตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต หนังสือรับรองการแจ้ง และการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือ มูลฝอย พ.ศ. 2559 พ.ศ. ….                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต และหนังสือรับรองการแจ้งตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต หนังสือรับรองการแจ้ง และการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2559 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย                    à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของร่างกฎกระทรวง                   1. กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต หนังสือรับรองการแจ้ง และการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2559 ที่ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อกำหนดของท้องถิ่นในการออกใบอนุญาตในข้อ 2 (2) (3) (4) และ (5) เกี่ยวกับใบอนุญาตดำเนินกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามประเภทที่ท้องถิ่นกำหนด ใบอนุญาตจัดตั้งตลาด ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารหรือสถานที่สะสมอาหาร และใบอนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ และการออกหนังสือรับรองการแจ้งใน              ข้อ 3 เกี่ยวกับการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารหรือสถานที่สะสมอาหาร                   2. กำหนดให้การยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 1 ให้ใช้บังคับได้มีกำหนด 1 ปี นับแต่กฎกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับ                   สธ. เสนอว่า                   1. ได้มีกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต หนังสือรับรองการแจ้ง และการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ 2559 ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม เพื่อให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อกำหนดสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาต หนังสือรับรองการแจ้ง และการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ดังนี้                       1.1 ใบอนุญาตดำเนินกิจการเกี่ยวกับการเก็บ กำจัด และขนสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย โดยทำเป็นธุรกิจ หรือได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยการคิดค่าบริการ                       1.2 ใบอนุญาตดำเนินกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามประเภทที่มีข้อกำหนดของท้องถิ่นกำหนดให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมภายในท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นการค้า                       1.3 ใบอนุญาตจัดตั้งตลาดในอาคารหรือพื้นที่ที่มีจำนวนแผงค้าในตลาดไม่เกินหนึ่งร้อยแผงและที่เกินกว่าหนึ่งร้อยแผง                       1.4 ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารหรือสถานที่สะสมอาหารในอาคารหรือพื้นที่ที่มีพื้นที่เกินสองร้อยตารางเมตร และมิใช่เป็นการขายของในตลาด                       1.5 ใบอนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ ซึ่งจำหน่ายโดยลักษณะวิธีการจัดวางสินค้าในที่หนึ่งที่ใดเป็นปกติ หรือจำหน่ายโดยลักษณะการขายเร่                       1.6 หนังสือรับรองการแจ้งการจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารหรือสถานที่สะสมอาหารในอาคาร หรือพื้นที่ใด ซึ่งมีพื้นที่ไม่เกินสองร้อยตารางเมตรและมิใช่เป็นการขายของในตลาด                       1.7 การให้บริการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย                   2. โดยที่มาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมได้ ซึ่งกฎกระทรวงตามข้อ 1 มิได้กำหนดเรื่องการยกเว้นค่าธรรมเนียมไว้แต่อย่างใด ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกและสร้างความเสียหายในหลายประเทศ สธ. โดยกรมควบคุมโรคจึงได้ออกประกาศให้โรคดังกล่าวเป็นโรคติดต่ออันตรายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อ และอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 และหน่วยงานภาครัฐได้ใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 เช่น มาตรการสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและผู้ประกอบกิจการเป็นอย่างมาก โดยสถานประกอบการที่ถูกสั่งปิดตามมาตรการดังกล่าวเกือบทั้งหมดเป็นกิจการตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ทำให้ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากไม่สามารถดำเนินการชำระค่าธรรมเนียม หรือชำระค่าธรรมเนียมรายปีตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตหนังสือรับรองการแจ้ง และการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2559 ได้ อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากโรคโควิด 19ซึ่งมิใช่ความผิดของผู้ประกอบกิจการ                   3. ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบกิจการตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวเนื่องจากมาตรการของรัฐดังกล่าว  จึงเห็นสมควรยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตในข้อ 2 (2) (3) (4) และ (5) และการออกหนังสือรับรองการแจ้งในข้อ 3 ของกฎกระทรวงตามข้อ 1 ซึ่งเกี่ยวกับการใบอนุญาตตามข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.5 และการออกหนังสือรับรองการแจ้งตามข้อ 1.6 และ สธ. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและหารือกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว                   4. การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ดังนี้                       4.1 ประมาณการสูญเสียรายได้ มาตรการดังกล่าวจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสูญเสียรายได้ประมาณ 16,837,761,600 บาท                       4.2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ มาตรการดังกล่าวจะเป็นการลดภาระและบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบกิจการตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขอันเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต และหนังสือรับรองการแจ้งตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต หนังสือรับรองการแจ้งและการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2559 พ.ศ. …. มาเพื่อดำเนินการ 5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดเขตท่าเรือบางปะกง และเขตจอดเรือบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. ….                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดเขตท่าเรือบางปะกง และเขตจอดเรือ            บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย                   ทั้งนี้ คค. เสนอว่า                   เนื่องจากบริเวณอ่าวไทยและแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่มีการขนส่งสินค้าทางน้ำที่สำคัญและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีเรือขนส่งสินค้าเดินเข้าออกเพื่อเทียบท่า ทอดสมอ เพื่อทำการขนถ่ายสินค้าเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีการกำหนดเขตท่าเรือให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการคมนาคมขนส่งทางน้ำและปริมาณเรือที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมได้ à¸ˆà¸¶à¸‡à¸ªà¸¡à¸„วรกำหนดเขตท่าเรือและเขตจอดเรือบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อประโยชน์ต่อการควบคุมดูแลความปลอดภัย จัดระเบียบการจราจรทางน้ำ และวางระบบการขนส่งทางน้ำให้มีความปลอดภัยและมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อประโยชน์ในการควบคุมมลภาวะทางน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก                   โดยที่มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพระพุทธศักราช 2456 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดแนวแม่น้ำลำคลองหรือทะเลอาณาเขตแห่งใดเป็นเขตท่าเรือและเขตจอดเรือได้ à¸”ังนั้น คค. จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้เพื่อกำหนดเขตท่าเรือบางปะกงและเขตจอดเรือบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราจึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดเขตท่าเรือบางปะกง และเขตจอดเรือบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ศ. …. มาเพื่อดำเนินการ 6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงเพื่อรองรับการใช้บังคับพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตทำงาน การออกใบอนุญาตทำงาน และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. …. ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวที่ขอรับใบอนุญาตทำงาน พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้                   à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของร่างกฎกระทรวง                    1. à¸£à¹ˆà¸²à¸‡à¸à¸Žà¸à¸£à¸°à¸—รวงการขออนุญาตทำงาน การออกใบอนุญาตทำงาน และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. …. à¸¡à¸µà¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญ ดังนี้                              1.1 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตทำงาน และการออกใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 59 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง มาตรา 63 มาตรา 63/1 มาตรา 63/2 และมาตรา 64                              1.2 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวของผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานตามมาตรา 41 วรรคสี่ และนายจ้างซึ่งประสงค์จะจ้างคนต่างด้าวซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรเข้ามาทำงานในกิจการของตนในราชอาณาจักรตามมาตรา 60 วรรคสอง                             1.3 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งการทำงาน การออกหนังสือรับแจ้งการทำงาน การแจ้งการขยายเวลาทำงาน และการออกหนังสือรับแจ้งการขยายเวลาทำงานตามมาตรา 61                               1.4 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการออกใบอนุญาตทำงานและการรับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 62                              1.5 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน และการต่ออายุใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 67                   2. à¸£à¹ˆà¸²à¸‡à¸à¸Žà¸à¸£à¸°à¸—รวงกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวที่จะขอรับใบอนุญาตทำงาน พ.ศ. …. à¸¡à¸µà¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญเกี่ยวกับการกำหนดให้คนต่างด้าวที่จะขอรับใบอนุญาตทำงานต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้                               2.1 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ                             2.2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีก่อนวันขอรับใบอนุญาตทำงาน                               2.3 ไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรค ดังนี้                                       (ก) โรคเรื้อนระยะติดต่อหรือในระยะปรากฏอาการอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม                                       (ข) วัณโรคระยะติดต่อ                                      (ค) โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม                                      (ง) โรคติดยาเสพติดให้โทษ                                      (จ) โรคพิษสุราเรื้อรัง                                      (ฉ) โรคซิฟิลิสในระยะที่ 3                   3. à¸£à¹ˆà¸²à¸‡à¸à¸Žà¸à¸£à¸°à¸—รวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. …. à¸¡à¸µà¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศและการทำงานของคนต่างด้าว ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ ยังคงใช้อัตราค่าธรรมเนียมเดิม และยกเว้นค่าธรรมเนียมในกรณีเดียวกับกฎกระทรวงที่ได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และพระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศง 2559 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ  

เศรษฐกิจ – สังคม

7. เรื่อง ผลการดำเนินโครงการตามภารกิจของ บจธ. สิ้นสุด ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2563                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและมอบหมายดังนี้                   1. รับทราบผลการดำเนินโครงการตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) สิ้นสุด ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2563 ตามที่ บจธ. เสนอ และให้ บจธ. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป                   2. มอบหมายให้คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนเร่งดำเนินการประเมินผลการดำเนินการของ บจธ. ว่า เกิดผลสัมฤทธิ์หรือมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับภาระงบประมาณ และสมควรยุบเลิกหรือไม่ ซึ่งต้องดำเนินการภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ (ครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563)                   3. มอบหมายให้กระทรวงการคลังและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารที่ดินหรือองค์การอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในลักษณะทำนองเดียวกับธนาคารที่ดินต่อคณะรัฐมนตรี ตามนัยมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ซึ่งต้องดำเนินการภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ (ครอบ 1 ปี เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563)                   à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของเรื่อง                    1. โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (5 กุมภาพันธ์ 2562 และ 18 มิถุนายน 2562) เห็นชอบให้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) เร่งดำเนินโครงการตามภารกิจของ บจธ. ทั้ง 4 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร (2) โครงการแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน (3) โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน และ (4) โครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐ วงเงินงบประมาณ 400.427 ล้านบาท ให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมและบรรลุวัตถุประสงค์ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2563 ซึ่ง บจธ. รายงานว่า ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการเรียบร้อยแล้ว และมีงบประมาณคงเหลือ 77.429 ล้านบาท ซึ่ง บจธ. จะนำเงินคงเหลือส่วนนี้และเงินสมทบของ บจธ. จำนวน 5.071 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 84.500 ล้านบาท ไปใช้ดำเนินโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรเพิ่มเติมใน 4 พื้นที่ ในท้องที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดตากให้แล้วสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563                   2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงาน ก.พ.ร. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนรับทราบ/เห็นชอบ/ไม่มีข้อขัดข้องและมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น (1) บจธ. ควรถอดบทเรียนที่ได้รับจากการปฏิบัติงานในโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินการของ บจธ. ในระยะต่อไป (2) บจธ. ควรสรุปปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในการดำเนินโครงการ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารที่ดิน และ (3) งบประมาณคงเหลือที่จะนำมาดำเนินการจะมีผลให้เกิดภาระงบประมาณอย่างต่อเนื่อง               à¸ˆà¸¶à¸‡à¸„วรดำเนินการประเมินผลการดำเนินงานของ บจธ. รอบ 1 ปี โดยคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน ตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 เป็นต้น 8. เรื่อง แผนปฏิบัติการภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด พ.ศ. 2561–2565 ฉบับทบทวน แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และคำของบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบูรณาการนโยบายการพัฒนาภาค (ก.บ.ภ.) เสนอผลการประชุมคณะกรรมการ ก.บ.ภ. ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สรุปสาระสำคัญของผลการประชุมได้ ดังนี้                   1. à¹à¸œà¸™à¸›à¸à¸´à¸šà¸±à¸•ิการภาค ประจำปีงบประมาณ .ศ. 2564                             1.1 à¹€à¸«à¹‡à¸™à¸Šà¸­à¸šà¹à¸œà¸™à¸›à¸à¸´à¸šà¸±à¸•ิการ 6 ภาค ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2564 จำนวน 1,097 โครงการ วงเงิน 76,244.41 ล้านบาท ดังนี้                                                                                                                                         (หน่วย : ล้านบาท)

แผนปฏิบัติการภาค
วงเงิน

ภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพมหานคร
11,961.91

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
26,533.43

ภาคตะวันออก
7,433.78

ภาคเหนือ
12,825.66

ภาคใต้
13,992.40

ภาคใต้ชายแดน
3,497.23

รวม
76,244.41

                             1.2 à¹€à¸«à¹‡à¸™à¸Šà¸­à¸šà¸«à¸¥à¸±à¸à¹€à¸à¸“ฑ์และแนวทางการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยให้ส่วนราชการที่มีความจำเป็นต้องปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเสนอคำขอปรับแผนฯ มายัง สศช. เพื่อรวบรวมและประเมินผลก่อนนำเสนอนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.บ.ภ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนแจ้งเวียน ก.บ.ภ. เพื่อทราบต่อไป                   2. à¹à¸œà¸™à¸žà¸±à¸’นาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดพ.ศ. 2561-2565 ฉบับทบทวน                             2.1 à¹€à¸«à¹‡à¸™à¸Šà¸­à¸šà¹à¸œà¸™à¸žà¸±à¸’นาจังหวัด 76 จังหวัด และแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด พ.ศ. 2561-2565 ฉบับทบทวน ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2564                             2.2 à¹ƒà¸«à¹‰à¸ˆà¸±à¸‡à¸«à¸§à¸±à¸”และกลุ่มจังหวัดนำความเห็นและข้อเสนอแนะของฝ่ายเลขานุการฯ ไปทบทวนและปรับปรุงแผนเพื่อให้มีความสมบูรณ์ในระยะต่อไป à¹€à¸Šà¹ˆà¸™ (1) ควรนำเสนอข้อมูลการพัฒนาอย่างเป็นอนุกรม 3 ปีขึ้นไป และป็นข้อมูลที่ทันสมัยสำหรับการวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เห็นศักยภาพและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในแต่ละด้าน (2) ควรจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและความต้องการของประชาชน (3) ควรกำหนดประเด็นการพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพและปัญหาของพื้นที่ และ (4) กำหนดแผนงานและโครงการแบบย่อให้มีความเชื่อมโยงการพัฒนาในลักษณะห่วงโซ่คุณค่า                   3. à¹à¸œà¸™à¸›à¸à¸´à¸šà¸±à¸•ิราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด                             3.1 à¹€à¸«à¹‡à¸™à¸Šà¸­à¸šà¹à¸œà¸™à¸›à¸à¸´à¸šà¸±à¸•ิราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดจำนวน 76 จังหวัด และ 18 กลุ่มจังหวัด รวมทั้งสิ้น 1,953 โครงการ งบประมาณรวม 47,379.82 ล้านบาท ประกอบด้วย                                                                                                                                           (หน่วย :  à¸¥à¹‰à¸²à¸™à¸šà¸²à¸—)

รายการ
สนับสนุนภายในกรอบวงเงิน
สนับสนุนเกินกรอบวงเงิน

โครงการ
งบประมาณ
โครงการ
งบประมาณ

คำของบประมาณจังหวัด
1,230
20,362.53
462
14,499.86

คำของบประมาณกลุ่มจังหวัด
177
9,257.81
84
3,259.62

ส่วนที่ 1 à¸ªà¸³à¸«à¸£à¸±à¸šà¸‚ับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพที่เป็นความต้องการและแก้ไขปัญหาประเด็นร่วมของกลุ่มจังหสัด
117
4,608.15
84
3,259.62

ส่วนที่ 2 à¹€à¸žà¸·à¹ˆà¸­à¸‚ับเคลื่อนการพัฒนาในลักษณะ Cluster หรือตอบสนองนโยบายเชิงพื้นที่
60
4,649.66
 
 

รวม
1,407
29,620.34
546
17,759.48

                             3.2 à¹€à¸«à¹‡à¸™à¸Šà¸­à¸šà¸à¸£à¸­à¸šà¸§à¸‡à¹€à¸‡à¸´à¸™à¸à¸²à¸£à¸›à¸£à¸±à¸šà¸¥à¸”งบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการ à¸›à¸£à¸°à¸ˆà¸³à¸›à¸µà¸‡à¸šà¸›à¸£à¸°à¸¡à¸²à¸“ พ.ศ. 2564 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรอบวงเงิน 23,378.67 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 [เรื่อง การปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ                  à¸ž.ศ. 2564]                   นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563-2564 (เพิ่มเติม) และแนวทางการกำหนดกรอบการจัดสรรงบประมาณ ปะจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด 9. เรื่อง  ผลการดำเนินโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า                    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการดำเนินโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า  à¸•ามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ                    à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอรายงานผลการดำเนินโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน (ดำเนินการแล้วเสร็จก่อนวันที่ 28 กรกฎาคม 2563) ประกอบด้วย การดำเนินโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ในพื้นที่เร่งด่วน การเปิดโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า และการจัดฝึกอบรมหลักสูตร “จิตอาสา” ตามโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ดังนี้1. การดำเนินโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ในพื้นที่เร่งด่วน จำนวนรวมทั้งหมด 8 พื้นที่ใน 6 จังหวัด (เชียงใหม่ ตาก น่าน นครราชสีมา ชัยภูมิ และนครศรีธรรมราช) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ซึ่งได้ดำเนินกิจกรรมปลูกป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวรวมกันทั้งสิ้น 1,599 ไร่ 1 งาน โดยปลูกกล้าไม้รวมกันจำนวน 227,150 ต้น รวมทั้ง ทำฝาย จำนวน 71 แห่ง ซึ่งผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายโครงการ ระยะที่ 1 (ปลูกป่าไม่น้อยกว่า 1,010 ไร่ และจัดทำฝายไม่น้อยกว่า 70 แห่ง)2. การจัดพิธีเปิดโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า พร้อมกันทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ  (รวมกรุงเทพมหานคร)    2.1 พิธีเปิดโครงการหลักจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง – น้ำพุเจ็ดสี อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี พลเรือเอก ปวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทานผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด เจ้าหน้าที่ และประชาชนจิตอาสาประมาณ 1,000 คน ร่วมถวายพระพร พร้อมทั้งปลูกต้นไม้ ปลูกกล้วยไม้ จัดทำฝาย และจัดทำโป่งเทียม เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน และเป็นการฟื้นฟูดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม กลับคืนระบบนิเวศให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนด้วย                       2.2 พิธีเปิดโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่าในพื้นที่ 77 จังหวัด (รวมกรุงเทพมหานคร) จัดขึ้นพร้อมกันในวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งผลการดำเนินโครงการระยะเร่งด่วน (ดำเนินการแล้วเสร็จก่อนวันที่ 28 กรกฎาคม 2563) ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงวันจัดพิธีเปิดโครงการมีการปลูกป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ 77 จังหวัด             (รวมกรุงเทพมหานคร) รวมกันทั้งสิ้น 3,042 ไร่ 2 งาน 95.25 ตารางวา โดยปลูกกล้าไม้รวมทั้งสิ้นจำนวน 467,853 ต้น ทำฝาย 147 แห่ง ทำโป่งเทียม 3 แห่ง                       3. การจัดฝึกอบรมหลักสูตร “จิตอาสา” ตามโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ระหว่างวันที่ 19 – 23 กรกฎาคม 2563 สรุปได้ดังนี้         4.3.1   ฝึกอบรมระดับปฏิบัติการ (ระดับอำเภอ ระดับตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จำนวน 150 คน ระหว่างวันที่ 19 – 23 กรกฎาคม 2563 ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ โดยรัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม4.3.2   มอบนโยบายการดำเนินโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ โดยพลเรือเอก ปวิตร  รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด จัดทำแผนการดำเนินโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ในพื้นที่แต่ละจังหวัด ส่งให้ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.) เพื่อประกอบการดำเนินโครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า ในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ต่อไป 10. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น                                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเสนอ โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 435,289,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และลดผลกระทบจากสัตว์ป่า รวมถึงการแก้ไขปัญหาการดูแลสัตว์ป่าของกลางตามหลักสวัสดิภาพสัตว์จำนวน 3 โครงการ ดังนี้                   1. โครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์แบบบูรณาการ วงเงิน 370,608,000 บาท                   2. โครงการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบของลิงในชุมชน วงเงิน 24,461,000 บาท                   3. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรับสัตว์ป่าของกลางและสัตว์ป่า กรณีแก้ไขปัญหาตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ในกรงเลี้ยง วงเงิน 40,220,000 บาทสำหรับกิจกรรม/รายการอื่นที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่เสนอตั้งงบประมาณบางส่วนรองรับไว้แล้ว รวมถึงการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้แล้ว ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ                   à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของเรื่อง                   ทส. เสนอว่า                   1. ปัจจุบันมีช้างป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติประมาณ 3,168-3,440 ตัว ในพื้นที่อนุรักษ์ทั้งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จำนวน 69 แห่ง โดยปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่ออกหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร ทรัพย์สินและชีวิตของคนและสัตว์ สาเหตุมาจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย ความไม่สอดคล้องของประชากรในพื้นที่อนุรักษ์ และปัจจัยในการดำรงชีวิตในพื้นที่ป่าไม่เพียงพอ ทำให้สัตว์ป่าออกมากินใกล้พื้นที่เกษตรกร                   2. สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับลิง จากการสำรวจข้อมูลประชากรลิง โดยใช้วิธีการใช้แบบสอบถามไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง พบว่า ปัจจุบันพื้นที่ที่มีปัญหาทั้งหมด จำนวน 222 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 51 จังหวัด โดยแบ่งเป็นนอกพื้นที่ ป่าอนุรักษ์ จำนวน 206 แห่ง และในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน   16 แห่ง มีการสำรวจนับประชากรลิงแล้ว 173 แห่ง พบประชากรลิง จำนวน 53,068 ตัว                   3. จากสถานการณ์การป้องกันและปราบปรามลักลอบการค้าสัตว์ป่าที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้มีการตรวจยึดสัตว์ป่าของกลางเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้กรงและคอกที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะรองรับสัตว์ป่าของกลางให้เป็นไปตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ โดยปัจจุบันมีสัตว์ป่าของกลางที่ต้องดูแล จำนวน 9,276 ตัว                   4. เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่ออกหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์ได้ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร ทรัพย์สินและชีวิตของคนและสัตว์ จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยด่วน                   5. การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและลดผลกระทบจากสัตว์ป่า รวมถึงการดูแลสัตว์ป่าของกลางตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ มีความจำเป็นต้องขอใช้งบกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการจำนวน 3 โครงการ ในช่วงระยะเวลาเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 ดังนี้                             (1) โครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์แบบบูรณาการ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์แบบบูรณาการ โดยดำเนินกิจกรรม                                      1) ฟื้นฟูและจัดการทุ่งหญ้า                  13,583                     ไร่                                      2) ปลูกพืชอาหารช้าง                          6,736          ไร่                                      3) สร้างแหล่งน้ำ (3,000 ลบ.ม.)                   49                    แห่ง                                      4) สร้างแหล่งน้ำ (10,000 ลบ.ม.)                 18                    แห่ง                                      5) สร้างแหล่งน้ำ (20,000 ลบ.ม.)                   3          แห่ง                                      6) รั้วกึ่งถาวร                                 157.42                     กิโลเมตร                                      7) สร้างคูกั้นช้าง                              105.20                     กิโลเมตร                                      8) เครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังช้างป่า          304           เครือข่าย                                      9) ติดตั้งอุปกรณ์ ระบบการเฝ้าระวังระวังแจ้งเตือนภัย  300 จุด                             (2) โครงการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบของลิงในชุมชน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างลิงกับคนในพื้นที่ชุมชนเมืองโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหา โดยดำเนินกิจกรรม ดังนี้                                      1) ควบคุมประชากรลิงในพื้นที่ที่พบปัญหา จำนวน 3,500 ตัว                                      2) จัดทำฐานข้อมูลประชากรลิงและสภาพพื้นที่ที่เกิดปัญหาโดยระบบที่ทันสมัย เข้าถึงได้สะดวกและรวดเร็ว                                      3) จัดสร้างกรงเลี้ยงลิง เพื่อดูแลและรองรับลิงกรณีแก้ไขปัญหา 67 กรง                             (3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรับสัตว์ป่าของกลางและสัตว์ป่ากรณีแก้ไขปัญหาตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ในกรงเลี้ยง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยดำเนินกิจกรรม ดังนี้                                       1) สร้างกรงคอกมาตรฐานและจัดทำพื้นที่กักกันโรคในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 23 แห่ง                                      2) จัดสร้างคลินิกสัตว์ป่าพร้อมอุปกรณ์รักษา 12 แห่ง 11. เรื่อง รายงานผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) และการเหลื่อมเวลาในการทำงานในสถานที่ตั้งของส่วนราชการ รายสัปดาห์ ครั้งที่ 12                    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) และการเหลื่อมเวลาในการทำงานในสถานที่ตั้งของส่วนราชการ รายสัปดาห์ ครั้งที่ 12 ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ ข้อมูล ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 ซึ่งได้รับข้อมูลจาก 147 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 99 ของส่วนราชการทั้งหมด (148 ส่วนราชการ) สรุปข้อมูลดังนี้                   1. การปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งของส่วนราชการ                    ส่วนราชการได้มีการมอบหมายให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กลับมาปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งของส่วนราชการตามปกติเพิ่มมากขึ้น (73 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 49) โดยเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา (72 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 49) และส่วนราชการพิจารณากำหนดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เหลื่อมเวลาในการทำงานเป็น  3 ช่วงเวลาเพิ่มมากขึ้น (71 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 48)                               2. การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ (Work From Home)                    ส่วนราชการมอบหมายให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการลดลง (74 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 51) โดยในจำนวนนี้มีส่วนราชการ 17 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 12 ที่มอบหมายให้ทุกคนปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง                   12. เรื่อง รายงานผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) และการเหลื่อมเวลาในการทำงานในสถานที่ตั้งของรัฐวิสาหกิจ                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) และการเหลื่อมเวลาในการทำงานในสถานที่ตั้งของรัฐวิสาหกิจ ในสัปดาห์ช่วงระหว่างวันที่  20 –24 กรกฎาคม 2563 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้                   à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญ                   รัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มีจำนวน 55 แห่ง โดยผลสัมฤทธิ์ฯ ของรัฐวิสาหกิจในสัปดาห์ช่วงระหว่างวันที่ 20 – 24 กรกฎาคม 2563 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้                   1. การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของรัฐวิสาหกิจ (ปฏิบัติงานที่บ้านหรือที่พักหรือสถานที่ตามที่รัฐวิสาหกิจกำหนด)                   รัฐวิสาหกิจ 16 แห่ง ยังคงดำเนินนโยบายการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง โดยมีรัฐวิสาหกิจ 39  à¹à¸«à¹ˆà¸‡ ที่ให้พนักงานกลับมาปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งตามปกติแล้ว เพิ่มขึ้น 1 แห่ง จากสัปดาห์ก่อนหน้า (ช่วงระหว่างวันที่ 13 – 19 กรกฎาคม 2563) ทั้งนี้ จากจำนวนพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดจำนวน 272,598 คน มีพนักงานและลูกจ้างปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งจำนวน 12,228 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 4                   2. การปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งของรัฐวิสาหกิจ (การปฏิบัติงานเหลื่อมเวลา)                   รัฐวิสาหกิจ 25 แห่ง ยังคงดำเนินนโยบายการปฏิบัติงานเหลื่อมเวลา โดยมีรัฐวิสาหกิจกลับมาดำเนินนโยบายการปฏิบัติงานเหลื่อมเวลาเพิ่มขึ้น 3 แห่งจากสัปดาห์ก่อนหน้า (ช่วงระหว่างวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 2563) โดยรัฐวิสาหกิจ 25 แห่ง มีช่วงเวลาเริ่มปฏิบัติงานเหลื่อมเวลาตั้งแต่เวลา 6.00 น. – 10.00 น.                   3. แนวทางการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ                   รัฐวิสาหกิจที่ยังคงดำเนินนโยบายการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งมีการติดตามผลการปฏิบัติงานทั้งเป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทของงาน ซึ่งรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มีการกำกับ ติดตาม และบริหารผลการปฏิบัติงานผ่านแอปพลิเคชัน Line ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบการติดตามงานและการลงเวลาปฏิบัติงานที่องค์กรพัฒนาขึ้นเอง โดยรัฐวิสาหกิจยังคงใช้แอปพลิเคชัน Line มาสนับสนุนการปฏิบัติงานมากที่สุด ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจมีข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งว่า ควรเตรียมอุปกรณ์และระบบเพื่อรองรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้เพียงพอ และควรพัฒนาระบบการปฏิบัติงานขององค์กรให้สามารถรองรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งได้ ซึ่งรวมถึงมีการจัดเก็บข้อมูลหรือเอกสารให้อยู่ในรูปแบบของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งควรพิจารณาลักษณะงานที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งเท่านั้น เช่น การให้บริการประชาชน และสำหรับงานอื่นที่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติงานในสถานที่ตั้ง ควรพิจารณาเปลี่ยนรูปแบบเป็นการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งแทน 13.  à¹€à¸£à¸·à¹ˆà¸­à¸‡ การกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชียภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้                   1. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้ COVID-19 Active Response and Expenditure Support Program ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB)                   2. อนุมัติให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดใน Asian Development Bank Ordinary Operation Loan Regulation ลงวันที่ 1 มกราคม 2560 ของ ADB                   3. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจาก ADB วงเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปใช้จ่ายในแผนงาน/โครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (พระราชกำหนด)                   4. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้ฯ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย                   5. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดเตรียมทำคำรับรองทางกฎหมาย (Legal Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้ฯ ของ ADB ในโอกาสแรกภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว                   à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของเรื่อง                   กค. ได้มีหนังสือถึง ADB เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 เพื่อขอกู้เงิน COVID-19 Active Response and Expenditure Support Program สำหรับนำไปใช้แผนงาน/โครงการภายใต้พระราชกำหนดฯ วงเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย กค. และ ADB ได้เจรจาเงื่อนไขการกู้เงิน ร่างสัญญาเงินกู้ฯ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง และได้ลงนามในบันทึกการเจรจาเงินกู้ (Minute of Negotiations) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2563 ทั้งนี้ ร่างสนธิสัญญาเงินกู้ฯ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้         

ประเด็น
สาระสำคัญ

1. ผู้กู้
กค.

2. ผู้ให้กู้
ADB

3. วงเงินกู้/สกุลเงิน
1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่า 48,000 ล้านบาท คำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 32 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ)

4. อัตราดอกเบี้ย/การชำระดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ยลอยตัว โดยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารของตลาดลอนดอน (London Interbank Offered Rate: LIBOR) ระยะ 6 เดือน บวกด้วยส่วนต่างร้อยละ 0.50 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยของวงเงินกู้คงค้างทุก 6 เดือน (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ และวันที่ 15 สิงหาคม)

5. ค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้
อัตราร้อยละ 0.15 ต่อปี(ภายหลัง 60 วัน นับจากวันที่ลงนามในสัญญาเงินกู้ ของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย) โดยชำระค่าธรรมเนียมพร้อมกับการชำระดอกเบี้ย

6. อายุเงินกู้/การชำระคืนต้นเงินกู้
วงเงินที่ 1 à¸§à¸‡à¹€à¸‡à¸´à¸™à¸à¸¹à¹‰ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุเงินกู้ 10 ปี รวมระยะเวลาปลอดการชำระต้นเงินกู้ 3 ปี ทยอยชำระคืนต้นเงินกู้โดยแบ่งชำระเป็น 14 งวด งวดละ 35.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 และชำระงวดสุดท้ายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2573
วงเงินที่ 2 à¸§à¸‡à¹€à¸‡à¸´à¸™à¸à¸¹à¹‰ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อายุเงินกู้ 5 ปี รวมระยะเวลาปลอดการชำระต้นเงินกู้ 3 ปี ทยอยชำระคืนต้นเงินกู้โดยแบ่งชำระเป็น 4 งวด งวดละ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม 2566 และชำระงวดสุดท้ายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568

7. ระยะเวลาสิ้นสุดการเบิกจ่ายเงินกู้
30 มิถุนายน 2564

8. เงื่อนไขการใช้จ่ายเงินกู้
เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการ/แผนงานเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายใต้พระราชกำหนดฯ โดยจะต้องไม่เป็นโครงการ/แผนงาน ที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมตามหลักเกณฑ์ของ ADB

                   ในส่วนของการขออนุมัติให้ใช้วิธีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับการกำหนดให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนด General Terms and Conditions for Japanese ODA Loans (GTC) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างสัญญาเงินกู้ภายใต้กรอบของหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต่างประเทศ ไว้ว่า ไม่เป็นกรณีที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เนื่องจากร่างสัญญาเงินกู้ดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างรัฐกับหน่วยงานของรัฐต่างประเทศ มิใช่ระหว่างรัฐกับองค์กรเอกชน                   ภายหลังจากการกู้เงินจาก ADB วงเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในครั้งนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด จะเท่ากับร้อยละ 2.41 ซึ่งไม่เกินร้อยละ 10 ตามกรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด (ข้อมูล ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2563) และกระทรวงการคลังจะดำเนินการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (CCS) เมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวย 14.  à¹€à¸£à¸·à¹ˆà¸­à¸‡ แนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้                   1. กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการ                       1.1 ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้คนต่างด้าวรวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของคนต่างด้าวที่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของคนต่างด้าวซึ่งเป็นบิดาหรือมารดาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะเพื่อดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และมิให้นำมาตรา 12 (10) และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาใช้บังคับแก่คนต่างด้าวที่ได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว รวมถึงกำหนดการสิ้นผลของการอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะของคนต่างด้าว                             โดยคนต่างด้าวดังกล่าวข้างต้น หมายถึงคนต่างด้าว ดังต่อไปนี้                             (1) คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) วาระการจ้างงานครบ 4 ปี ซึ่งยังคงอยู่ในราชอาณาจักร และมีนายจ้างที่ต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน                             (2) คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุด เนื่องจากการถูกเลิกจ้างและไม่สามารถหานายจ้างรายใหม่ได้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 50 มาตรา 53 และมาตรา 55 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งยังคงอยู่ในราชอาณาจักร และมีนายจ้างที่ต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน                             (3) คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติได้รับเอกสารประจำตัว ได้แก่ หนังสือเดินทาง เอกสารเดินทาง หรือเอกสารรับรองบุคคล ซึ่งการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและการอนุญาตให้ทำงานสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563 แต่นายจ้างไม่ได้ดำเนินการยื่นขอรับบัญชีรายชื่อความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งยังคงอยู่ในราชอาณาจักร และมีนายจ้างที่ต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน                             ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ยกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คน  ต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาลาว และเมียนมา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019                       1.2 ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตามความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนในลักษณะไป – กลับ หรือแบบตามฤดูกาล ตามมาตรา64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ครบวาระการจ้างงานและการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุด ซึ่งยังคงอยู่ในราชอาณาจักร และมีนายจ้างที่ต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งนี้ มิให้นำมาตรา 12 (10) และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาใช้บังคับแก่คนต่างด้าวที่ได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว รวมถึงกำหนดการสิ้นผลของการอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะของคนต่างด้าว                             ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ยกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาและเมียนมา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019                       1.3 ให้กรมการปกครองและกรุงเทพมหานคร ดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติ และออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ให้แก่คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตร ที่ถือหนังสือเดินทาง เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือหนังสือรับรองสถานะบุคคล และได้รับการอนุญาตทำงาน ตรวจสุขภาพ และการตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564                   2. กระทรวงแรงงาน ดำเนินการ                       2.1 ออกประกาศกระทรวงแรงงาน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 ประกอบกับมาตรา 63/2 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวสามารถทำงานไปพลางก่อนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตทำงาน เพื่อการดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการขอรับใบอนุญาตทำงานประเภทงานที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำ เงื่อนไขในการอนุญาตให้ทำงาน การสิ้นผลของการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว รวมถึงการยกเว้นการแจ้งข้อมูลการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงานของนายจ้างตามมาตรา 13 และการแจ้งข้อมูลการทำงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 64/2 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว เฉพาะการยื่นคำขออนุญาตทำงานตามแนวทางดังกล่าว                             โดยคนต่างด้าวดังกล่าวข้างต้น หมายถึงคนต่างด้าว ดังต่อไปนี้                             (1) ดนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) วาระการจ้างงานครบ 4 ปี ซึ่งยังคงอยู่ในราชอาณาจักร และมีนายจ้างที่ต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน                             (2) คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุด เนื่องจากการถูกเลิกจ้างและไม่สามารถหานายจ้างรายใหม่ได้ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 50 มาตรา 53 และมาตรา 55 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งยังคงอยู่ในราชอาณาจักร และมีนายจ้างที่ต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน                             (3) คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติได้รับเอกสารประจำตัว ได้แก่ หนังสือเดินทาง เอกสารเดินทาง หรือเอกสารรับรองบุคคล ซึ่งการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและการอนุญาตให้ทำงานสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน  พ.ศ. 2563 แต่นายจ้างไม่ได้ดำเนินการยื่นขอรับบัญชีรายชื่อความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งยังคงอยู่ในราชอาณาจักร และมีนายจ้างที่ต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน                             (4) ผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของคนต่างด้าวตาม (3) ที่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของคนต่างด้าวซึ่งเป็นบิดาหรือมารดาที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์                             ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ยกร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019                       2.2 ออกประกาศกระทรวงแรงงาน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 ประกอบกับมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตามความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนในลักษณะไป – กลับ หรือแบบตามฤดูกาลที่ครบวาระการจ้างงานและการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุด ซึ่งยังคงอยู่ในราชอาณาจักร และมีนายจ้างที่ต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน ให้สามารถทำงานไปพลางก่อนได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตทำงาน เพื่อการดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการขอรับใบอนุญาตทำงาน ประเภทงานที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำ เงื่อนไขในการอนุญาตให้ทำงาน การสิ้นผลของการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว รวมถึงการยกเว้นการแจ้งข้อมูลการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงานของนายจ้างตามมาตรา 13 และการแจ้งข้อมูลการทำงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 64/2 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว เฉพาะการยื่นคำขออนุญาตทำงานตามแนวทางดังกล่าว         ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ยกร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา และเมียนมา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019    2.3 ให้กรมการจัดหางานเริ่มดำเนินการรับคำขอรับใบอนุญาตทำงานและออกใบอนุญาตทำงาน ตามแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 25633. กระทรวงสาธารณสุข โดยสถานพยาบาลของรัฐที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ดำเนินการ    3.1 ตรวจสุขภาพคนต่างด้าวและผู้ติดตามที่อายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์    3.2 ประกันสุขภาพในกรณีที่คนต่างด้าวทำงานในกิจการที่เข้าระบบประกันสังคมแต่สิทธิประกันสังคมยังไม่มีผล หรือกรณีที่คนต่างด้าวทำงานในกิจการที่ไม่เข้าระบบประกันสังคม    3.3 ประกันสุขภาพผู้ติดตามที่อายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์    ตามแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563 โดยสถานพยาบาลของรัฐต้องตรวจสุขภาพและออกผลการตรวจสุขภาพ (ใบรับรองแพทย์) ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข4. สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตรวจอนุญาตให้คนต่างด้าวที่มีหนังสือเดินทาง เอกสารเดินทาง หรือเอกสารรับรองบุคคล และผู้ติดตามที่อายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ อยู่ต่อในราชอาณาจักร ตามแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองตรวจอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรต่อไปเพื่อการทำงาน ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 และเมื่อคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรครบกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตแล้ว หากประสงค์จะอยู่ในราชอาณาจักรต่อไปอีกเพื่อการทำงานให้ขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรได้อีกไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565    สำหรับผู้ติดตามคนต่างด้าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเท่ากับระยะเวลาที่คนต่างด้าวซึ่งเป็นบิดาหรือมารดาได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร แต่ระยะเวลาเวลาดังกล่าวต้องไม่เกินวันที่ผู้ติดตามมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์    กรณีเอกสารประจำตัวของคนต่างด้าวมีอายุเหลือน้อยกว่าหนึ่งปี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตรวจอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปเท่ากับอายุเอกสารประจำตัว หากคนต่างด้าวประสงค์อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไป ต้องไปดำเนินการขอมีเอกสารประจำตัวฉบับใหม่กับหน่วยงานของประเทศต้นทาง เมื่อคนต่างด้าวได้รับเอกสารประจำตัวฉบับใหม่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองย้ายรอยตราประทับอนุญาตไปยังเอกสารประจำตัวฉบับใหม่ และขยายระยะเวลาการอนุญาตให้ตามสิทธิ    คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตามความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนในลักษณะไป – กลับ หรือแบบตามฤดูกาลตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่ม ซึ่งครบกำหนดวาระการจ้างงานและการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 ซึ่งได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส           à¹‚คโรนา 2019 รวมถึง เจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน หรือผู้จัดการโรงแรมซึ่งรับคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าพักอาศัย ต้องปฏิบัติตามนัยมาตรา 37 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 25225. ให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ แนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้นายจ้าง ผู้ประกอบการ แรงงานต่างด้าว และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบข้อมูลอย่างถูกต้องทั่วถึง                   6. หลังสิ้นสุดระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา และเมียนมา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมดำเนินคดี นายจ้าง แรงงานผิดกฎหมายที่ลักลอบทำงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด 15. à¹€à¸£à¸·à¹ˆà¸­à¸‡ ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 13/2563                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ในคราวประชุมครั้งที่ 13/2563 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่ได้มีการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการของจังหวัดที่มีหน่วยรับผิดชอบอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และโครงการของส่วนราชการสังกัดกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงานเพื่อขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามมาตรา 8 (1) แห่งพระราชกำหนดฯ ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอดังนี้                   1. à¸­à¸™à¸¸à¸¡à¸±à¸•ิโครงการของจังหวัดภายใต้แผนงาน 3.2 จำนวน 157 โครงการ วงเงิน 884,625,068 บาท โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลางฯ à¹‚ดยให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินโครงการตามหลักการทั้ง 8 ข้อของคณะกรรมการฯ อย่างเคร่งครัด และจัดทำหนังสือยืนยันว่าการประมาณค่าใช้จ่ายเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ พร้อมทั้งรับความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป                    2. ให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท) ดำเนินโครงการก่อสร้างกำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติและโครงการติดตั้งหลักนำทางยางธรรมชาติเพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน วงเงินรวม 40,179.46 ล้านบาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ                    3. à¹ƒà¸«à¹‰à¸à¸£à¸°à¸—รวงพลังงานพิจารณาทบทวนการดำเนินโครงการลดต้นทุนพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก วงเงินรวม 1,187.64 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินจากเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน à¹€à¸™à¸·à¹ˆà¸­à¸‡à¸ˆà¸²à¸à¸§à¸±à¸•ถุประสงค์ของโครงการฯ ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (แผนงานที่ 3.1 3.2 และ 3.4) ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ นอกจากนี้ ยังมีความซ้ำซ้อนกับโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นภารกิจปกติ อาทิ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ดำเนินการอยู่แล้วและได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี้ ในกรณีที่ข้อเสนอโครงการของจังหวัดที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ เห็นควรมอบหมายให้ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ รวบรวมข้อเสนอโครงการของจังหวัดให้กระทรวงพลังงานพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป                   4. à¹ƒà¸«à¹‰à¸«à¸™à¹ˆà¸§à¸¢à¸‡à¸²à¸™à¸‚องรัฐที่จะจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯพิจารณาว่าโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินโครงการด้วยแหล่งเงินอื่น ๆ à¸­à¸²à¸—ิ เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเงินรายได้ เงินกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม à¹ƒà¸«à¹‰à¸«à¸™à¹ˆà¸§à¸¢à¸‡à¸²à¸™à¸žà¸´à¸ˆà¸²à¸£à¸“าจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรหรือใช้จ่ายจากแหล่งเงินดังกล่าวเป็นลำดับแรก                   5. à¹ƒà¸«à¹‰à¸à¸£à¸¡à¸ªà¹ˆà¸‡à¹€à¸ªà¸£à¸´à¸¡à¸ªà¸«à¸à¸£à¸“์ พิจารณาเสนอโครงการในลักษณะเป็น package ที่ครอบคลุมสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์การประมง à¹€à¸žà¸·à¹ˆà¸­à¹ƒà¸«à¹‰à¸à¸²à¸£à¸”ำเนินการของสหกรณ์ดังกล่าวเป็นกลไกในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนได้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว รวมทั้งสามารถนำไปสู่การสร้างงานสร้างอาชีพในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความยั่งยืน                   6. à¸à¸³à¸«à¸™à¸”อัตราการจ่ายเงินสมทบของสหกรณ์สำหรับโครงการที่ขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดฯ ในอัตราสูงสุดร้อยละ 30 โดยให้เป็นไปตามศักยภาพของสหกรณ์แต่ละแห่ง à¸—ั้งนี้ ในการจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดฯ กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องจัดทำผลการวิเคราะห์สถานะการเงินของสหกรณ์ทั้งในส่วนงบดุล เงินสดคงเหลือ ข้อมูล เครื่องมือและอุปกรณ์ที่สหกรณ์มีอยู่ในปัจจุบัน ความคุ้มค่าและความยั่งยืนของโครงการ รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการ รวมทั้งพิจารณากำหนดอัตราการจ่ายเงินสมทบที่เหมาะสมกับศักยภาพของสหกรณ์แต่ละแห่ง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ด้วย

ต่างประเทศ

16. เรื่อง การนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (ฉบับที่ 2)                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (ฉบับที่ 2) และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดส่งรายงานผลการดำเนินงานของไทยตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติฯ ต่อคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมานต่อไป ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ                   à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของเรื่อง                   รายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยฯ (ฉบับที่ 2) เป็นการนำเสนอข้อมูลภาพรวมการดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ ของประเทศไทยตามแนวคำถามล่วงหน้าที่ได้รับจากคณะกรรมการสหประชาชาติฯ สรุปได้ดังนี้                   à¸”้านนโยบาย à¸£à¸²à¸¢à¸‡à¸²à¸™à¸œà¸¥à¸”ำเนินงานของประเทศไทยฯ ได้สะท้อนข้อมูลการประกาศวาระแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามการทรมานเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญตามกรอบวาระแห่งชาติฯ นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ และคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อเป็นกลไกระดับชาติในการป้องกัน คัดกรอง ติดตาม ตรวจสอบ ปราบปราม และเยียวยาการกระทำทรมานและบังคับให้หายสาบสูญ                   à¸”้านกฎหมาย à¸à¸¥à¹ˆà¸²à¸§à¸–ึงบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตลอดจนกฎหมาย คำสั่ง และมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนพัฒนาการในการประกาศใช้กฎหมายที่เป็นประโยชน์หลายฉบับ โดยเฉพาะการจัดทำร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ….                   à¸”้านการปฏิบัติ à¸™à¸³à¹€à¸ªà¸™à¸­à¸žà¸±à¸’นาการการดำเนินงานของประเทศไทยในทางปฏิบัติ โดยรัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดและยืนยันว่าไม่มีการยกเว้นความรับผิดแก่เจ้าหน้าที่ทั้งทางกฎหมายและข้อเท็จจริง รวมถึงได้ดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อที่ถูกกระทำทรมาน เหยื่อค้ามนุษย์และผู้แสวงหาที่พักพิง แก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ปรับปรุงเรือนจำให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไป                 ตามกฎหมายและเพิ่มศักยภาพแก่เจ้าหน้าที่ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงมีการรายงานความคืบหน้าของคดีเป็นรายคดีตามข้อห่วงกังวลของคณะกรรมการสหประชาชาติฯ ด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายในทางปฏิบัติที่สำคัญ คือการที่ประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดให้ “การกระทำทรมาน” เป็นความผิดเฉพาะ จึงทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลและสถิติที่เกี่ยวข้องสำหรับกรณีการกระทำทรมาน เพราะในทางปฏิบัติทุกหน่วยงานจะจัดเก็บข้อมูลและสถิติตามฐานความผิดที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น และมีการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “การกระทำทรมาน” ตามอนุสัญญาฯ ให้กับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ยังคงเป็นเรื่องสำคัญและมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง                   ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (ฉบับที่ 2) เพื่อมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานของไทยตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติฯ ต่อคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมานต่อไป 17. เรื่อง โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในการดำเนินงานศูนย์นวัตกรรมระดับภูมิภาค (Regional Innovation Center: RIC) ในประเทศไทย                    คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอแล้วมีมติ ดังนี้                    1. เห็นชอบให้  สศช. เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในฐานะผู้ประสานงานศูนย์นวัตกรรมระดับภูมิภาค (Regional Innovation Center: RIC) ประเทศไทย โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติในการดำเนินงานศูนย์ RIC ประเทศไทย                    2. เห็นชอบร่างเอกสารโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติในการดำเนินงานศูนย์ RIC ในประเทศไทย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างเอกสารโครงการฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ สศช. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก                    3. สำหรับงบประมาณสนับสนุนโครงการความร่วมมือ ฯ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 42,625,000 บาท และได้เสนอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวน 30,500,000 บาท  สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2565  เห็นควรให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ                    4. อนุมัติให้เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในร่างเอกสารโครงการฯ ของฝ่ายไทย พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนาม                    à¸ªà¸²à¸£à¸°à¸ªà¸³à¸„ัญของเรื่อง                    รัฐบาลไทยและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Program: UNDP) ได้มีการหารือกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ Future Lab และ Policy Lab ซึ่งจะเชื่อมโยงกับโครงการ Gov Lab ที่สำนักงาน ก.พ.ร. ได้นำแนวคิด Government Innovation Lab มาดำเนินการออกแบบนวัตกรรมบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงและตอบสนองความต้องการของประชาชนแล้ว  โดยมีข้อสรุปรูปแบบการดำเนินการเป็นโครงการจัดตั้งศูนย์ RIC ในประเทศไทย โดย สศช. และ UNDP ได้ร่วมกันจัดทำร่างเอกสารโครงการฯ โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดรูปแบบและรายละเอียดของการดำเนินโครงการ ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้                    à¹€à¸›à¹‰à¸²à¸«à¸¡à¸²à¸¢                    – ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการจัดทำนวัตกรรมเชิงนโยบาย                    – UNDP เป็นเครือข่ายศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะด้านกว่า 60 ประเทศ เช่น เทคโนโลยีเศรษฐกิจหมุนเวียน                    à¸§à¸±à¸•ถุประสงค์                    – เป็นพื้นที่ออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบาย และส่งเสริมการพัฒนาเครื่องมือจัดทำนโยบายสาธารณะ                    – เป็นกลไกในการนำไทยสู่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเชิงนโยบายในภูมิภาค                    – เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับชุมชนนวัตกรทั่วโลก                     à¸à¸£à¸­à¸šà¸„วามร่วมมือและกิจกรรม                    – พัฒนานวัตกรรมเชิงนโยบายระดับภูมิภาค เช่นกิจกรรมการสำรวจ ออกแบบ และทดลองนโยบาย                    – เสริมสร้างขีดความสามารถด้านนวัตกรรมเชิงนโยบาย เช่น ฝึกอบรมเพื่อสร้าง องค์ความรู้เพื่อพัฒนานโยบายใหม่ ๆ                    – สร้างชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนวัตกร                    à¸à¸¥à¹„กลบริหารจัดการ à¹„ทยจะโอนเงินอุดหนุนให้แก่ UNDP เป็นผู้บริหารจัดการการเบิกจ่ายภายใต้การควบคุมของผู้แทน สศช. และ UNDP                    à¹‚ครงสร้างศูนย์ RIC à¸›à¸£à¸°à¸˜à¸²à¸™à¸£à¹ˆà¸§à¸¡ ได้แก่ สศช. และ UNDP                    à¸„่าใช้จ่ายและแหล่งที่มา à¸ªà¸¨à¸Š. และ UNDP สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ต่อเนื่อง 3 ปี (ปี63-65) รวม 6 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ไทย 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ UNDP 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดย สศช. ได้รับการจัดสรรงบฯ ปี 63 ประเภทงบเงินอุดหนุน จำนวน 42.625 ล้านบาท  

18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้                    1. à¸™à¸²à¸‡à¸ªà¸²à¸§à¸›à¸´à¸¢à¸§à¸£à¸£à¸“ ล่ามกิจจา à¸£à¸­à¸‡à¸œà¸¹à¹‰à¸­à¸³à¸™à¸§à¸¢à¸à¸²à¸£à¸ªà¸³à¸™à¸±à¸à¸‡à¸²à¸™à¸„ณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ (นักวิเคราะห์รัฐวิสาหกิจทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563                    2. à¸™à¸²à¸‡à¸ªà¸²à¸§à¸™à¸´à¸ à¸² ลำเจียกเทศ à¸£à¸­à¸‡à¸­à¸˜à¸´à¸šà¸”ีกรมบัญชีกลาง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง (นักวิชาการคลังทรงคุณวุฒิ) กรมบัญชีกลาง ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563                     3. à¸™à¸²à¸¢à¸à¸´à¸•ติ สุทธิสัมพันธ์ à¸£à¸­à¸‡à¸­à¸˜à¸´à¸šà¸”ีกรมศุลกากร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (นักวิชาการศุลกากรทรงคุณวุฒิ) กรมศุลกากร ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563                    4. à¸™à¸²à¸‡à¸Šà¸¥à¸´à¸”า พันธ์กระวี à¸£à¸­à¸‡à¸­à¸˜à¸´à¸šà¸”ีกรมศุลกากร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาการคลัง  (นักวิชาการคลังทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563                      ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 19. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง à¸™à¸²à¸‡à¹€à¸šà¸à¸ˆà¸§à¸£à¸£à¸“ เพชรสุขศิริ à¸œà¸¹à¹‰à¹€à¸Šà¸µà¹ˆà¸¢à¸§à¸Šà¸²à¸à¹€à¸‰à¸žà¸²à¸°à¸”้านชีวโมเลกุลและการพัฒนาวัคซีน (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เชี่ยวชาญ)                    à¸¨à¸¹à¸™à¸¢à¹Œà¹€à¸—คโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์และสาธารณสุข สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (เทคโนโลยีชีวภาพ) (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทรงคุณวุฒิ) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 2 ราย ดังนี้                    1. à¸™à¸²à¸¢à¸Šà¸±à¸¢à¸žà¸¤à¸à¸©à¹Œ เสรีรักษ์ à¸—ี่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) โดยให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตรา 21,000 บาท                    2. à¸™à¸²à¸¢à¸¡à¸‡à¸„ลชัย สมอุดร à¸™à¸±à¸à¸§à¸´à¸Šà¸²à¸à¸²à¸£à¸—รงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักวิชาการศึกษาระดับทรงคุณวุฒิ) ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป  …………..(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์

www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ

Share.

บริษัท - ให้บริการฐานข้อมูลสินค้าอุตสาหกรรมออนไลน์หรือ Online Directory รวบรวมข้อมูลสินค้าและบริการภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไว้อย่างครบครัน ประกอบกอบ ด้วยชื่อนิคมฯ ประเภทธุรกิจ, ที่อยู่, เบอร์โทร, แฟกซ์, อีเมล์, จำนวนคนงาน, ผู้ถือหุ้น, แผนที่, ระยะทาง และ โซเชียลมีเดีย ต่าง ๆ

ฐานข้อมูลบริษัทในประเทศไทย

Thailand Company Directory

บริษัท – ให้บริการฐานข้อมูลสินค้าอุตสาหกรรมออนไลน์หรือ Online Directory รวบรวมข้อมูลสินค้าและบริการภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไว้อย่างครบครัน ประกอบกอบ ด้วยชื่อนิคมฯ ประเภทธุรกิจ, ที่อยู่, เบอร์โทร, แฟกซ์, อีเมล์, จำนวนคนงาน, ผู้ถือหุ้น, แผนที่, ระยะทาง และ โซเชียลมีเดีย ต่าง ๆ

Contact us: info@thailandcompanydirectory.com

เกี่ยวกับเรา

นโยบายและเงื่อนไข

Exit mobile version