สูตรเพิ่มพลังชีวิตคูณสองของครูกุ้ง – เดลีนีวส์

0
590

ช่วงนี้เจ้าลูกชายผมกำลังวุ่นทั้งเรื่องการเรียนเพราะเปิดเทอมแล้ว และเขาก็ทำช่อง Youtube ของตัวเองที่สอนภาษาญี่ปุ่นซึ่งทำออกมาเป็นรายสัปดาห์ด้วย แถมยังเป็นพิธีกรเล่านิทานเดือนละครั้ง ผมพยายามให้กำลังใจลูกว่าขอให้ทำต่อไปเถอะ เพราะทักษะด้านภาษา การพูดหน้ากล้อง รวมถึงการตัดต่อวิดีโอและการทำคอมพิวเตอร์กราฟิก ผมว่าจำเป็นต่อไปในอนาคตของเขา มีอยู่วันหนึ่งผมได้ดูคลิปของผู้หญิงเก่งคนหนึ่งชื่อ ดร.ปนัดดา ผมหยิบเรื่อง “สูตรชีวิตพลังคูณสอง” มาเล่าให้ลูกชายฟัง ลูกเข้าใจในทันทีว่าหลายสิ่งที่เขาทำอยู่ในวันนี้ ถ้าเขาทุ่มเททำต่อโดยไม่ลดละ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีในวันข้างหน้าให้กับเขาอย่างแน่นอน

ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้สัมภาษณ์ ดร.ปนัดดา รักษาแก้ว หรือ คุณกุ้ง ประธานกรรมการบริษัท ยูซีไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นอกเหนือจากเรื่องสูตรพลังชีวิตคูณสองที่น่าสนใจแล้ว ผมว่าเรื่องราวชีวิตของคุณกุ้งก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับ ความคิดที่แตกต่าง ความมุ่งมั่นและความพยายาม ทำให้เธอสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนกลายมาเป็นผู้บริหารบริษัทด้านโทรคมนาคมระดับพันล้านได้อย่างไร

บ้านไม้ที่ฝั่งธนฯ ลูกทุกคนทำเพื่อแม่
คุณกุ้งเปิดบทสนทนากับผมว่า ครอบครัวของเธอมีฐานะไม่ดีนัก เธออยู่บ้านไม้ซึ่งเป็นบ้านของคุณย่าในซอยสารภี 3 ที่ฝั่งธนฯ คุณกุ้งอยู่มีพี่น้องสามคน พี่ชายสองคน เธอเป็นน้องสาวคนเล็ก ตั้งแต่เล็กจนโตเธอใช้ชีวิตและเรียนโรงเรียนแถวนั้นมาตลอด จุดเปลี่ยนของครอบครัวคือ พ่อไปมีบ้านเล็ก ทำให้ครอบครัวเริ่มอยู่ลำบากขึ้น ลูก ๆ ทุกคนเป็นห่วงแม่ อยากให้แม่มีความสุขและไม่อยากให้แม่ลำบาก พี่ชายสองคนเอ่ยปากว่าอยากทำงาน แม่เลยเย็บกางเกงโหลให้ไปขายแถวตลาดวงเวียนใหญ่ ตอนนั้นคุณกุ้งอยู่ ม.ต้น อยากตามไปด้วย แต่แม่ไม่ให้ไป

ปิดเทอมคือโอกาสทำงาน เงินก้อนแรกจากโรงงานเย็บผ้า
ความคิดที่อยากทำงานช่วยแม่มีอยู่ตลอด เพราะพี่ชายสองคนต่างออกไปทำงาน พี่ชายคนหนึ่งเรียนช่างไฟฟ้า ก็ออกไปรับงานต่อกิ๊บสายไฟ พี่ชายอีกคนเรียนพาณิชย์ เรียนครึ่งวัน อีกครึ่งวันทำงานเป็นพนักงานขายในห้าง ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้น ม.5 คุณกุ้งคิดว่าเธอโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว คุณกุ้งจึงไปปรึกษาแม่ว่ามีเพื่อนชวนไปทำงานเป็นแคดดี้ที่สนามกอล์ฟ งานเสิร์ฟอาหารในโรงแรม สุดท้ายแม่เลือกให้คุณกุ้งทำงานในโรงงานทำกางเกงยีนเพราะเป็นสถานที่ปิด ดูปลอดภัยที่สุด งานแรกของคุณกุ้งคืองานตัดขี้ด้าย ได้เงินเดือน 3,500 บาท แต่พอทำไป เมื่อคุณกุ้งทราบว่าโรงงานให้ทำ OT ได้ จึงไปขอแม่ว่าอยากทำ OT เวลา 6 โมงถึง 4 ทุ่ม แม่อนุญาตให้ทำได้ คุณกุ้งจึงได้เงินเดือนเพิ่มเป็น 7,000 บาทต่อเดือน และมีเรื่องที่น่าตื่นเต้นก็คือ ก่อนสี่ทุ่มคุณกุ้งต้องเตรียมพร้อมเก็บของทุกอย่างให้เสร็จ เพื่อวิ่งไปตอกบัตรออกเป็นคนแรกและวิ่งลงบันไดไปที่ป้ายรถเมล์ภายใน 10 นาที ให้ทันรถเมล์รอบสุดท้าย (มิฉะนั้นต้องนั่งตุ๊ก ๆ กลับบ้าน) ซึ่งคุณกุ้งไม่เคยพลาดรถเมล์เลยสักครั้งเดียว ถือว่าเป็นการฝึกการจัดการและการบริหารเวลาตั้งแต่ตอนนั้น

เริ่มงานเซลขายจิวเวลรี่
ปิดเทอมต่อมา คุณกุ้งไปที่กรมจัดหางานเพื่อดูประกาศรับสมัครงาน มีห้างเซ็นทรัลรับพนักงานขายจิวเวลรี่ คุณกุ้งสมัครไปหวังว่าจะได้ทำงานที่เซ็นทรัล วงเวียนใหญ่ สาขาใกล้บ้าน แต่แผนกบุคคลดูแล้ว คุณกุ้งมีบุคลิกที่ดูคล่องแคล่วดี จึงอยากให้ไปทำที่สาขาชิดลมในเมืองมากกว่า คุณกุ้งตอบตกลง ก่อนเริ่มทำงานทางห้างฝึกอบรมเพื่อเรียนรู้สินค้า รู้จักเรื่องเพชรพลอย วิธีการพูดกับลูกค้า คุณกุ้งบอกว่าตอนทำงานขายสนุกมาก เพราะได้เจอเพื่อนรุ่นเดียวกันและได้เจอลูกค้าที่หลากหลาย

เมื่อเด็กกิจกรรมจะสอบเอนทรานซ์
อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาเปิดเทอมคุณกุ้งต้องกลับไปเรียน ไม่ได้ทำงานพิเศษต่อ เมื่อถึง ม.6 เด็กทุกคนต้องสอบเอนทรานซ์เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย คุณกุ้งยอมรับว่าตอนเด็ก ๆ เรียนไม่เก่ง เพราะเธอเป็นเด็กกิจกรรม ชอบทำอย่างอื่นมากกว่าเรียนหนังสือ เกรดออกมาแต่ละปีไม่เคยเกิน 2 แต่พอรู้ว่าจะต้องสอบเอนท์ อยากจะตั้งใจเพื่อเอนท์ให้ติด แต่ครอบครัวไม่มีเงินที่จะส่งไปติวหรือเรียนพิเศษเหมือนกับเด็กคนอื่น แต่คุณกุ้งได้รู้มาว่ามีโครงการส่งเสริมเยาวชนที่พี่ ๆ ที่เรียนระดับมหาวิทยาลัยมาแนะนำเกี่ยวกับการเรียนคณะต่าง ๆ และมีติวพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ให้ฟรี คุณกุ้งจึงไปเข้าร่วมและติวกับพี่ ๆ ทุกสัปดาห์

เอนท์ติด มศว ที่บางเขน
คุณกุ้งใช้เวลาเตรียมตัว 6 เดือนเพื่อการสอบ โดยรู้อย่างเดียวว่าอยากเป็นครู เพราะเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตามทุกคนรู้ดีว่าคุณกุ้งเรียนไม่เก่ง พี่ชายจึงเลือกคณะให้ เมื่อประกาศผล คุณกุ้งสอบติด มศว วิทยาเขตบางเขน ทุกคนในครอบครัวดีใจ เพื่อน ๆ ในโรงเรียนแตกตื่นตกใจ ใครจะนึกว่าปนัดดาสอบติด คุณกุ้งบอกเรียนที่ มศว สนุกมาก เพื่อนจะแนวลูกทุ่งหน่อยเหมาะกับนิสัยตัวเอง

ทำเพื่อแม่ สอบติดจุฬาฯ
อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ วันคุณกุ้งใช้เวลาเดินทางไปเรียน 2 ชั่วโมงโดยออกจากบ้านฝั่งธนฯ มาต่อรถเมล์ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อมาเรียนที่ มศว บางเขน (อดีตอยู่ติดกับ ม.ราชภัฏพระนครในปัจจุบัน) ครอบครัวเป็นห่วงและคุณกุ้งรู้ว่าแม่อยากให้เข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อมีการสอบเอนท์ครั้งใหม่ คุณกุ้งเลือกคณะเดียวคือ ครุศาสตร์ จุฬาฯ และเธอก็ทำสำเร็จ

หลังเลิกเรียนสอนพิเศษต่อ
คุณกุ้งเล่าว่า ตอนเรียนก็เข้าเรียน ตอนพักก็ทำกิจกรรม เธอเป็นดีเจเปิดเพลงเสียงตามสายช่วงกลางวัน วิ่งติดต่อกับค่ายเพลงต่าง ๆ แกรมมี่ คีตา ออนป้า RS ไปมาหมด ส่วนตอนเย็นหลังเลิกเรียน ก็ไปสอนพิเศษเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ แต่ค่าจ้างต่อชั่วโมงค่อนข้างน้อย จึงขยับไปสอนข้างนอกตามบ้าน สอนนักเรียนอนุบาลเพื่อเตรียมสอบเข้า ป.1 พอนักเรียนที่สอนสอบเข้าสาธิตจุฬาฯ ได้ “ครูกุ้ง” ก็เริ่มมีชื่อเสียง มีการต่อคิวเพื่อให้ครูกุ้งสอน ครูกุ้งเล่าว่าต้องจัดคิวและจัดการวางแผนการเดินทางเพื่อให้หลังเลิกเรียนสามารถสอนเด็กได้ 4 คน ตอนนี้พาหนะคือตุ๊ก ๆ จนเพื่อน ๆ ล้อว่าเป็น “สิงห์ตุ๊ก ๆ” ส่วนเสาร์-อาทิตย์ก็สอน ตอนเรียนที่จุฬาฯ ครูกุ้งสอนพิเศษทุกวัน

สูตรเพิ่มพลังชีวิต
ลูกศิษย์ที่ครูกุ้งเคยสอนรุ่นแรก ๆ ก็ยังติดต่อและไปมาหาสู่กันอยู่ ลูกศิษย์หลายคนบ่นว่าเรียนหนักบ้าง บางคนเริ่มทำงานก็บ่นเรื่องงาน ครูกุ้งจึงสอนลูกศิษย์โดยให้การบ้านเลข (ตอนโต) ทำไปแล้วให้ตอบกลับมา ด้านซ้ายคือการบวก 2 ไปเรื่อย ด้านขวาคือการบวกเท่าจำนวนตัวเองไปเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนการคูณ 2 เมื่อลูกศิษย์ส่งการบ้านกลับมา ครูกุ้งให้เด็ก ๆ ดูผลลัพธ์ทั้งสองข้าง แล้วเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิต ด้านซ้ายคือการใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แบบบวก 2 ผ่านไปกี่เดือน กี่ปีก็บวกแค่ 2 เหมือนการใช้ชีวิตไปวันๆแบบเช้าชามเย็นชาม ส่วนทางขวาคือ การใช้ชีวิตแบบทุ่มเท ก้าวไปข้างหน้า ครูกุ้งอยากให้ลูกศิษย์สังเกตว่า ถ้าภายใน 5 ปีแรกอาจจะไม่รู้สึกว่าผลลัพธ์มีความแตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ถ้าเราอดทน ฝ่าฝันอุปสรรคด้วยความทุ่มเทเมื่อผ่านไป 10 ปีและ 20 ปี ค่าความต่างจากการบวก 2 และคูณ 2 จะแตกต่างกันอย่างมหาศาล ครูกุ้งอยากให้ลูกศิษย์คิดถึงสูตรนี้เมื่อท้อแท้ ให้กลับมาฮึดสู้ เพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง ตั้งใจทำสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ

จุดเปลี่ยนของชีวิตคือการขายสลากกาชาด
ความตั้งใจของคุณกุ้งคือ เรียนจบแล้วอยากเป็นครู จึงเลือกมาเรียนครุศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเวลาว่างจากการเรียนเมื่อไหร่ คุณกุ้งมักจะชอบทำกิจกรรม ช่วงงานกาชาดจัดขึ้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อนชวนคุณกุ้งไปขายสลากกาชาดที่เต็นท์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันแรกที่ขายคุณกุ้งกับเพื่อนก็อยู่ประจำเต็นท์ คุณกุ้งสังเกตว่าลูกค้ามาเลือกซื้อ มาดูของคุณกุ้ง ถ้าไม่เอาก็ไปดูของเพื่อน ยืนขายตั้งแต่เย็นจนดึกจนขาแข็ง ขายได้ไม่กี่ 10 ใบ ใบหนึ่งราคา 50 บาท ถ้าขายได้ คนขายจะได้ใบละ 5 บาท แค่จ่ายค่าตุ๊กตุ๊กกลับบ้านก็แทบจะหมดแล้ว

ถ้าเป็นคนอื่นคงเลิกขายแล้วไม่ไปขายอีก แต่วันต่อมา คุณกุ้งขออาจารย์เอาสลากกาชาดออกไปขายนอกเต็นท์ อาจารย์เก็บบัตรนักศึกษาไว้แล้วอนุญาตให้ไปได้ คุณกุ้งไปคนเดียว เลือกทำเลที่หน้าพระบรมรูปทรงม้าที่มีผู้คนไปสักการะเสด็จพ่อ ร.5 ใครเดินเข้ามาคุณกุ้งจะเชิญซื้อสลาก ส่วนใหญ่บอกขอไปไหว้ก่อนเดี๋ยวค่อยซื้อ แล้วพอตอนไหว้เสร็จแล้วออกมา 90% ก็มาซื้อสลากจริง ๆ คุณกุ้งบอกว่าด้วยความที่เธอไปขายแบบเข้าถึงตัว ภาพลักษณ์ใส่ชุดนักศึกษา คนที่สักการะขอพรเสร็จแล้วก็สบายใจ ปัจจัยเหล่านี้ เมื่อลูกค้าออกมาจึงยินดีที่จะซื้อและซื้อคนละหลายใบ ยืนขายไม่เท่าไหร่ เธอต้องกลับไปเต็นท์เพื่อขอสลากมาขายเพิ่ม

วันต่อมา มีเพื่อนนักศึกษาตามเธอออกมาขายบ้าง บางคนไปไกลกว่าเดินไปถึงสวนอัมพร แต่เธอยึดมั่นที่จะอยู่ที่เดิม แม้จะมีคนอื่นมาขายด้วย เธอก็ยังขายดิบขายดีเหมือนเดิม คุณกุ้งมองย้อนไปตอนนั้นมาถึงการทำธุรกิจปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน เมื่อธุรกิจไหนทำรายได้ดี จะมีเจ้าใหม่เข้ามาเสมอ เราต้องเข้าใจธรรมชาติตรงนี้ อย่างไรก็ตาม คนที่มาก่อน ย่อมมีความเชี่ยวชาญมากกว่า และรู้ดีว่าทำอย่างไรถึงจะขายสินค้าได้

ลูกเสด็จพ่อ ร.5
งานกาชาดจัดขึ้น 10 วัน คุณกุ้งขายสลากกาชาดอย่างเดียวได้เงินมา 20,000 บาท วันต่อมาที่งานกาชาดเลิกแล้ว คุณกุ้งก็ไปสักการะพระบรมรูปเพื่อขอบคุณพระองค์ท่าน คุณกุ้งบอกเป็นความเชื่อส่วนตัวเพราะคุณกุ้งรู้สึกว่าที่ขายสลากกาชาดได้เป็นเพราะท่าน คุณกุ้งจึงบอกตัวเองว่าขอเป็นลูก ร.5 ตั้งแต่วันนั้น ขอให้ท่านช่วยชี้แนะช่องทางในการหารายได้ต่อไปด้วย

ต้นทุนเพื่อลงทุน นักศึกษาขายประกัน
คุณกุ้งเล่าว่า กลับมาบ้านได้เล่าเรื่องที่ไปกราบ ร.5 ให้แม่ฟัง เช้าวันรุ่งขึ้นจากที่แม่ไม่เคยซื้อหนังสือพิมพ์เลย กลับซื้อหนังสือพิมพ์มาให้ คุณกุ้งเปิดดูหน้าสมัครงาน มีงานหนึ่งเขียนว่า “รายได้ดี” นั่นคืองานขายประกัน คุณกุ้งคุยกับพี่ของเพื่อนที่ทำงานด้านนี้เพื่อสอบถามข้อมูล แล้วคุณกุ้งก็ตัดสินใจไปสมัครเป็นตัวแทนขายประกัน คุณกุ้งบอกว่ามีค่าสมัครด้วย 2,000 บาท แต่เธอคิดว่าเธอได้ทุนมาจากการขายสลากแล้ว จึงนำเงินตรงนั้นมาลงทุนกับงานใหม่ เป็นการลงทุนทั้งแรงกายและกำลังทรัพย์ คุณกุ้งเล่าว่า เธอยอมจ่ายค่าอบรมเกือบทุกครั้งเมื่อมีการเปิดอบรม เพราะนั่นคือการเพิ่มความรู้ ทักษะ เข้าใจสินค้า และเป็นการกระตุ้นเธอให้ทำงานได้ดีขึ้น ณ วันนั้น คุณกุ้งเป็นนักศึกษาคนเดียวที่มาเป็นตัวแทนขายประกัน

ซื้อรถคันแรก
นอกจากรายได้ที่มาจากขายประกันแล้ว ในกลุ่มขายประกันของเธอจะมีธรรมเนียมการ “ยกขัน” นั่นคือ ทุกคนในกลุ่มใส่เงินลงไปในขัน 300 หรือ 500 แล้วแต่จะกำหนด พอปลายเดือนจะมาดูยอดขายว่าใครขายประกันได้มากที่สุดในเดือนนั้น ปรากฏว่าคุณกุ้งได้ยกขัน (เงินทั้งหมด) เกือบทุกรอบ เพราะเธอทำเต็มที่ทุกเดือน จนในที่สุดเธอซื้อรถฮอนด้า แอคคอร์ด เมื่อเรียนอยู่ปี 3 เธอคิดว่าการมีรถจะช่วยให้เธอทำงานได้คล่องตัวขึ้นทั้งการขายประกัน (สร้างความน่าเชื่อถือไปในตัว) และการไปสอนพิเศษ

อย่างไรก็ตาม เรื่องรถก็ให้บทเรียนกับคุณกุ้ง เนื่องจากเธอซื้อรถต่อจากรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เธอนำเงินทั้งหมดที่ได้เก็บสะสมไว้ ซึ่งเท่ากับราคาครึ่งหนึ่งของราคารถจ่ายให้กับรุ่นพี่ไป แล้วคิดว่าที่เหลือจะไปผ่อนกับไฟแนนซ์ ปรากฏว่าไฟแนนซ์ไม่ทำให้เนื่องจากเธอเป็นนักศึกษา ไม่มีรายได้ที่แน่นอน เธอตกใจมากรีบไปเจรจากับรุ่นพี่ รุ่นพี่ก็ยังให้รถเธอไปใช้ก่อนและบอกว่าทยอยผ่อนได้ คุณกุ้งรักษาสัญญา เมื่อได้เงินมาเท่าไหร่ รีบผ่อนรถให้กับรุ่นพี่ท่านนั้นทุกเดือนจนหมด แล้วก็ได้รถเป็นชื่อตัวเอง ตอนหลังรุ่นพี่ท่านนั้นบอกว่าต้องการดูใจคุณกุ้ง เขาดูว่าคุณกุ้งเชื่อใจได้หรือไม่ พอคุณกุ้งทำได้จริง ทั้งสองคนก็คบกันยาวนานจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งรุ่นพี่ท่านนั้นมักเล่าเรื่องคุณกุ้งให้ลูกน้องฟังเสมอเรื่องความซื่อสัตย์และการรักษาสัญญา

เรียนจบ 3 ปีครึ่ง ได้ทำงานที่ UCOM
ผมเห็นคุณกุ้งเรียนไปทำงานไป แถมทำงานเยอะด้วย ทั้งขายประกัน ทั้งสอนพิเศษ ทำงานทุกวัน คุณกุ้งหัวเราะบอกว่า “ไม่เคยมีคำว่าว่าง” เพราะเธอชอบทำงาน แม้เห็นว่าทำนู่นทำนี่ แต่เธอเรียนจบภายใน 3 ปีครึ่ง เพราะช่วงปิดเทอมมีให้เรียนซัมเมอร์ เพื่อนบอกว่าลงวิชาเดียวก็พอจะได้เรียนสบาย ๆ เธอบอกว่าไหน ๆ ก็มามหาวิทยาลัยแล้วก็ลงเต็มที่ 3 วิชาไปเลย ส่งผลให้เธอจบไวก่อนคนอื่น

เมื่อเรียนปี 4 เทอมปลาย มีหลายบริษัทมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อเปิดให้นิสิตได้สมัครงาน มีคำถามว่า “สามารถเริ่มงานได้เมื่อไหร่” เกือบทุกคนบอกว่า รอหลังเรียนจบ แต่คุณกุ้งบอกว่า เธอเริ่มงานได้ทันที แล้วก็เริ่มทำงานเลย ตรงนี้คุณกุ้งอยากจะฝากถึงเด็ก ๆ นักเรียนและนักศึกษาว่า เชื่อว่าทุกคนมีความฝัน มีความตั้งใจ คุณกุ้งเองก็อยากเป็นครูมาตลอด แต่พอมีโอกาสเข้ามา ถ้าดูแล้วว่าสามารถทำได้ อยากให้ลองทำ เธอได้งานที่ UCOM เลือกทำงานด้านการขาย เพราะเท่าที่ผ่านมา เธอได้ลองทำงานด้านนี้แล้วทำได้ดี

คิดต่าง ทำงานเป็นระบบ
คุณกุ้งเล่าว่า เงินเดือนของเซลไม่มาก เมื่อเทียบกับแผนกอื่น แต่มีค่าคอมมิสชัน ส่วนใหญ่เซลจะเลือกไปขายโทรศัพท์มือถือเพราะคิดว่าน่าจะขายง่าย แต่เธอเลือกที่จะขายโทรศัพท์สื่อสาร เพราะได้ค่าคอมฯ ดี ขายได้ 1 เครื่อง ได้ 1,000 บาท วิธีการของเธอคือ หากลุ่มเป้าหมายที่จะต้องใช้โทรศัพท์สื่อสาร เช่น กองถ่าย หรืองานก่อสร้าง คุณกุ้งเซตระบบการทำงานของตัวเอง เช้าเข้าบริษัท เปิดสมุดหน้าเหลืองไล่โทรฯ หาบริษัทต่าง ๆ ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10 เจ้า เพื่อทำการนัดหมายในวันรุ่งขึ้นให้ได้ 2-3 เจ้า จากนั้นทำเรื่องเอกสารการสั่งซื้อของเมื่อวาน บ่ายออกไปนำเสนอและสาธิตการใช้ให้ลูกค้าดู พอขายได้ทีก็ 10 เครื่อง 20 เครื่อง ทำให้ตอนนั้นรายได้ดีมาก

ปลูกบ้านให้แม่และแต่งงาน
ลูกทั้ง 3 คนได้เงินเดือนแล้วมอบให้กับแม่ คุณกุ้งเป็นลูกคนเล็กก็ให้เงินเดือนทั้งหมดของตัวเองกับแม่ ส่วนเธอใช้เงินจากค่าคอมมิสชัน จนในที่สุดลูกทั้งสามคนปลูกบ้านใหม่ให้แม่ได้ คุณกุ้งเองก็แต่งงานโดยที่แม่เป็นคนช่วยพิจารณาคนที่มาจีบ (เยอะมาก)

ตั้งบริษัทของตัวเอง
เมื่อคุณกุ้งตั้งท้องลูกคนแรก จึงออกจาก UCOM และมาตั้งบริษัทเอง ตั้งใจว่าจะรับสินค้าจาก UCOM มาขาย แต่ UCOM เกิดวิกฤติ ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าให้ได้ ช่วงนั้นคุณกุ้งได้สามีมาช่วยในการติดต่อขอเป็นตัวแทนโทรศัพท์สื่อสารจากอเมริกา แต่บริษัทแม่ยังไม่ให้เป็นตัวแทน เพราะต้องพิสูจน์ว่าบริษัทเล็ก ๆ ที่เพิ่งตั้งสามารถทำยอดขายได้ ผ่านไปหนึ่งปี บริษัท UCI ของคุณกุ้งสามารถพิสูจน์ได้สำเร็จและได้เป็นตัวแทนโทรศัพท์สื่อสารในประเทศไทย

บริษัทโทรคมนาคมระดับพันล้านและ 6 บริษัทในเครือ
ปัจจุบัน บริษัท UCI Corporation ทำด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ยังมีบริษัทในเครืออีก 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท UCI Media ผลิตรายการโทรทัศน์ บริษัท UCI Construction ทำด้านก่อสร้าง บริษัท UCI Power ทำโซล่าร์ฟาร์ม บริษัท UCI Services ทำด้านซ่อมบำรุงเรือ บริษัท UCI Music ทำด้านดนตรี และบริษัท Rafrancais ทำด้านความงาม

บทเรียนที่ผ่านมา
ผมให้คุณกุ้งช่วยสรุปบทเรียนที่ทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ เผื่อคนอื่นนำไปใช้ได้ว่ามีอะไรบ้าง คุณกุ้งขอยกมา 4 ข้อคือ

1. ความกตัญญู เรื่องนี้เป็นหัวใจของการเป็นคนไทย ตอบแทนคนที่มีพระคุณกับเรา คนแรกที่เราควรนึกถึงคือพ่อแม่ของเรา ถ้าเรากตัญญูกับพ่อแม่ของเรา คนที่อยู่ใกล้และพบเห็น เขาจะรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร เช่น ถ้าลูกเห็นพ่อแม่ทำดีกับคุณปู่คุณย่า เป็นตัวอย่างที่ดีกับลูก ลูกก็จะเห็นและทำตาม เริ่มจากพ่อแม่ แล้วทำดีกับคนอื่น ๆ รอบข้าง รวมถึงตอบแทนแผ่นดินไทย จะทำให้เราเจริญก้าวหน้า

2. ความพยายาม สูตรการทำงานแบบคูณ ไม่ใช่แค่บวก เปรียบได้กับการทำตัวเป็นปลาว่ายทวนน้ำ พี่ชายของคุณกุ้งบอกว่า ปลามี 2 ประเภท คือปลาที่ว่ายตามน้ำ ว่ายไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก บางครั้งก็อยู่กับที่ บางครั้งก็ถอยหลัง แต่ถ้าเราทำตัวเป็นปลาว่ายทวนน้ำแบบพลังคูณ ต้องใช้พลังเยอะและมีจุดมุ่งหมาย อย่างเช่น ปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำเพื่อไปวางไข่ เราเองก็ควรตั้งเป้าหมาย มีเส้นชัยสำหรับความสำเร็จของตัวเอง

3. อย่ารอโอกาส จงวิ่งไปหาโอกาส ถ้าสังเกตชีวิตของคุณกุ้งที่ผ่านมา คุณกุ้งไม่เคยรอให้โอกาสมาหา แต่คุณกุ้งจะไปหาโอกาสเองเสมอ

4. ข้อสุดท้ายเป็นหลักคิดที่แม่สอนทุกคนในครอบครัว “ไม่ทำไม่ได้ ต้องทำให้ได้” คำว่า “ต้องทำให้ได้” เป็นการกำหนดใจของเราว่าทำได้ แล้วกายของเราจะทำได้เอง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่าง ๆหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ข้อคิดจากคุณกุ้ง – ดร.ปนัดดา ในการใช้วิธีคิดและการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ผมเองตั้งใจว่าจะให้ลูกชายได้อ่านบทความนี้เช่นกัน เพื่อที่เขาจะได้มีกำลังใจในการเรียนและการทำงานครับ
……………………………………..
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
หนังสือเด็กก้อนเมฆ