ลั่นครึ่งปีหลังนี้พร้อมขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมไร้รอยต่อด้วยงบ 8,000-10,000 ล้านบาท ขยาย 4จีออกต่างจังหวัด รับเทรนด์แรงงานกลับบ้านเกิด จากพิษโควิด
นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า แม้คู่แข่งของดีแทคจะทยอยเปิด 5จีในช่วงที่ผ่านมา ในส่วนดีแทคนั้นไม่ได้ละเลยการเปิด 5จีแต่ด้วยความพร้อมของอุปกรณ์รองรับและอีโคซิสเต็มส์นั้น ดีแทคจึงเห็นว่าการให้บริการเพื่อสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าไม่ใช่การมีหรือไม่มี 5จีแต่คือการให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมและเข้าถึงผู้บริโภคในทุกส่วนไม่เฉพาะแค่ลูกค้าในกทม. ดังนั้น ดีแทคมั่นใจว่า แผนการบริหารที่เป็นอยู่นั้นมาถูกทาง ไม่ใช่การทำให้องค์กรเป็นบริษัทที่หวือหวาจากการเปิด 5จีแต่ดีแทคคือการให้เน็ตไฮสปีดที่จับต้องได้
ประกอบกับช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลให้อำนาจการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง การใช้งานช่องทางดิจิทัลที่มากขึ้น คลื่นแรงงานที่หลั่งไหลกลับภูมิลำเนา และการใช้งานดาต้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดีแทคประกาศเดินหน้าลงทุนด้านโครงข่ายอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 เพื่อตอบรับการหลั่งไหลกลับภูมิลำเนาของแรงงานจำนวนมาก
เขา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาปริมาณการใช้งานดาต้าในพื้นที่ภูมิภาคนั้นเติบโตสูงกว่ากรุงเทพฯ 5 เท่า และยังคงอยู่ในระดับที่สูงแม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้ว อันเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคนจำนวนมากเลือกเดินทางกลับไปใช้ชีวิตในภูมิลำเนา มากกว่าการเผชิญชีวิตในกรุงเทพฯ ในฐานะคนว่างงาน
ด้วยเหตุนี้เอง ดีแทคจึงมุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้งานดิจิทัล ผ่านการเชื่อมต่อโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งจับมือกับพันธมิตรธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอบริการบนดีแทคแอปที่เป็นประโยชน์และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
“สิ่งที่ดีแทคจะทำคือ ออกบริการใหม่ในราคาที่จับต้องได้ นอกเหนือจากการมอบข้อเสนอดาต้าฟรีที่หลากหลาย ในช่วงที่มีการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้นแล้ว ดีแทคยังมีแพ็กเกจราคาเบาๆ ในรูปแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ซึ่งสามารถเลือกสมัครได้ตามการใช้งานและงบประมาณบริการใหม่ๆ ดีแทคเดินหน้าเปิดตัวบริการเสริมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างทันท่วงที อาทิ ประกันสุขภาพ และคูปองส่วนลดสำหรับร้านขายยา”
นายชารัด ชี้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยขนานใหญ่ กล่าวคือ ปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยในแต่ละเดือนนั้นเติบโตขึ้นกว่า 44% จากเดือนมกราคมถึงมิถุนายน หลังความนิยมในแอปพลิเคชันสำหรับการทำงานที่บ้านอย่าง Zoom และ MS Teams และบริการที่จำเป็นจำพวกระบบการเรียนออนไลน์ การใช้บริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ต่างก็เติบโตพุ่งพรวดดังนั้น ดีแทคจึงการขยายบริการคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์บนคลื่นที่ดีแทคเป็นพันธมิตรกับบมจ.ทีโอที เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยตั้งเป้าจะเพิ่มสถานีฐานบนเครือข่าย 4จี-ทีดีดีเป็นจำนวนมากกว่า 20,000 สถานีฐานจากปัจจุบันที่ขยายไปแล้ว 18,000 สถานีฐานภายในปี 2563 โดยวางเงินลงทุนด้านโครงข่ายไว้ที่ 8,000-10,000 ล้านบาท แม้ว่าจะลดลงหากเทียบกับปีที่ผ่านๆมา แต่ก็มั่นใจว่าสามารถให้บริการได้ครอบคลุมลูกค้าทั้ง 18.8 ล้านรายได้อย่างเต็มที่ และเป็นการตอกย้ำสถานะของดีแทคในฐานะผู้นำในการให้บริการบนระบบ 4จี-ทีดีดีซึ่งเป็นระบบที่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่รองรับการใช้งานลูกค้าไม่ต้องหาซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มาใช้งาน และจากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าดีแทคจะอัพเกรดคลื่น 2300 เพื่อให้บริการ 5จีนั้น คงต้องไปสอบถามกับทางทีโอทีว่าจะดำเนินการเช่นนั้นหรือไม่ เพราะคลื่นดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิของทีโอทีนอกจากนี้ พร้อมกับการเร่งขยาย Massive MIMO ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่นทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีกว่าเดิม 3 เท่า และยกระดับประสบการณ์ใช้งานทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนมือถือและเน็ตบ้านแบบใหม่ ([email protected]) เดินหน้าติดตั้งสถานีฐาน 5จีคลื่น 26 กิกะเฮิรตซ์ในพื้นที่ที่กำหนดเปิดให้บริการ โดยเริ่มติดตั้งในไตรมาส 2 ในรูปแบบทดสอบการใช้งาน (use case) สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม ในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้บริการในไตรมาส 3 อาทิ กล้องตรวจการณ์อัจฉริยะ และ Fixed Wireless Access (FWA) หรือบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงประจำที่“ลูกค้าของเราได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะเดียวกัน ปริมาณการใช้งานดาต้าและช่องทางดิจิทัลของลูกค้าดีแทคก็เพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีต ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของเราจึงเป็นการเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพเครือข่ายสำหรับลูกค้าทุกคน รวมทั้งมอบข้อเสนอและบริการที่จะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของลูกค้าด้วย”เขา ยังกล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ดีแทคได้เดินหน้าปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานภายในองค์กรให้สอดรับกับยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน การนำระบบออโตเมชั่นหรือ ‘ระบบควบคุมอัตโนมัติ’ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และช่วยย่นระยะเวลาให้สามารถส่งมอบสินค้าและบริการถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อันจะยิ่งช่วยเพิ่มศักยภาพองค์กรในการแข่งขันในตลาดได้อย่างสำคัญ ลดภาระงานของมนุษย์ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ปัจจุบัน ออฟฟิศทุกแห่งของดีแทคนั้นอนุญาตให้พนักงานกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ทำงานแบบยืดหยุ่น โดยพนักงานจะสลับกันเข้าออฟฟิศในแต่ละสัปดาห์หรือในวันที่จำเป็นเท่านั้น