THAI เผยไตรมาส 2/63 ขาดทุน 5.3 พันล้านบาท ส่วนทุนติดลบ 1.82 หมื่นลบ. ด้านตลท.ขึ้น SP เช้านี้ หลังผู้สอบบัญชีไม่ให้ความเห็นต่องบการเงิน
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่า ไตรมาส 2/63 บริษัทมีผลขาดทุน 5,339.92 ล้านบาท ลดลง จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 6,883.81 ล้านบาท
โดยบริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,492 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 40,017 ล้านบาท หรือ 94.1% ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 16,193 ล้านบาท ลดลง 67.4% เป็นผลจากการหยุดบินชั่วคราว และค่าใช้จ่ายบุคลากรลดลงตามมาตรการลดค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามบริษัทมีต้นทุนการเงินอยู่ที่ 2,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 151.2% เนื่องจากดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าดำเนินงานทั้งเครื่องบินและสิทธิการใช้ที่ดิน อาคาร จากการใช้มาตรการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 มาใช้
บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 7,422 ล้านบาท เป็นผลจากการปรับยอดเงินกู้และสินทรัพย์หนี้สิน แปลงจากเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท ประกอบกับการปรับหนี้สินตามสัญญาเช่าเครื่องบิน
ทั้งนี้บริษัทได้ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ ทำให้อนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันล่วงหน้าที่จัดเข้าสู่สภาวะ default ตามสัญญามาตรฐาน โดยสาถบันการเงินได้ยื่นหนังสือ Close-out ธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันแล้วทั้งหมด นอกจากนี้ยังยกเลิกสัญญา Cross Currency Swap และสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทสล่วงหน้าเกือบทั้งหมดในเดือน มิ.ย.63 ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19ที่ไม่แน่นอนในการประมาณการเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานในแต่ละสกุลเงินที่ทำสัญญาในอนาคต และการ Default สัญญาเงินกู้ที่ต้องรับรู้มูลค่ายุติธรรมของสัญญา Swap
ส่วน 6 เดือนแรก มีผลขาดทุนรวม 28,016.45 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 355% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 6,438.37 ล้านบาท
โดยบริษัทมีรายได้รวม 40,493 ล้านบาท ลดลง 56% จากช่วงเดียวกันปีก่อนจากรายได้ขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง และมีค่าใช้จ่ายรวม 58,801 ล้านบาท ลดลง 41.3% ขณะที่มีต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4,342 ล้านบาท คิดเป็น เพิ่มขึ้น 106.2%นอกจากนี้ยังมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,119 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่รับรู้กำไร 1,888 ล้านบาท และยังมีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงของกลุ่มรายงานของฐานะสุทธิ 5,258 ล้านบาท
ณ สิ้นไตรมาส 2/63 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้น (IBD/E) ติดลบ 13.3 เท่า สูงกว่าสิ้นปี 62 ที่อยู่ 12.5 เท่า มีอัตราหนี้สินรวมต่อส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 18.3 เท่า
ทั้งนี้บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด ในฐานะผู้สอบบัญชีไม่ให้แสดงความเห็นต่อข้อมูลทางการเงินระหว่างการที่สอบทานได้ เนื่องจากการสอบทานประกอบด้วยการสอบถามบุคลการ ส่วนใหญ่รับผิดชอบด้านการเงินและบัญชี การวิเคราะห์เปรียบเทียบและวิธีการสอบทานอื่น ซึ่งการสอบทานมีขอบเขตจำกัดกว่าการตรวตสอบตามมาตรฐานการสอบบัญชี ทำให้ไม่สามารถได้ความเชื่อว่าว่าจะพบเรื่องที่มีนัยสำคัญทั้งหมดที่อาจพบได้จากการตรวจสอบ
โดยเกณฑ์การไม่ให้ข้อสรุป เนื่องจากพิจารณาสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนต่อการดำเนินงาน เรื่องการขาดสภาพคล่องทางการเงินและการผิดนัดชำระหนี้ ผลกระทบจากโควิด-19 และการเข้าสู่กระบวนการแผนฟื้นฟูกิจการ
บริษัทได้ชี้แจงรายงานผู้สอบบัญชีกรณีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินไตรมาส 2/63ไม่ได้มีสาเหตุจากการถูกจำกัดขอบเขต โดยผู้บริหารหรือการไม่สามารถหาหลักฐานการสอบทานงบการเงินได้ แต่เกิดจากผลกระทบต่อความไม่แน่นอน ทั้งการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การแพร่ระบาดโควิด-19ที่มีผลต่อการดำเนินงาน และการฟื้นฟูกิจการ
โดย ณ 30 มิ.ย.63 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ จำนวน 262,224 ล้านบาท และมีผลขาดทุนเกินทุน 18,228 ล้านบาท และมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานต้งแต่ปี 56 ส่งผลให้มีผลขาดทุนเกินทุนแและขาดสภาพคล่องทางการเงิน
ขณะที่ผลกระทบโควิด-19 มีผลกกระทบต่อธุรกิจการบิน โดยไทยสมายล์แอร์เวย์ และบริษัทได้เปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศบางส่วน แต่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์เพื่อกลับมาทำการบิน
ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อขออนุมัติจากเจ้าหนี้ ซึ่งความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องมีองค์ประกอบการบริหารธุรกิจหลายด้าน รวมถึงการพิจารณาลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้ด้วย
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ THAI เปิดเผยผ่านเอกสารเผยแพร่ว่า ไตรมาส 2/63 สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินของโลกอย่างรุนแรงอีกทั้ง มีการยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยไตรมาสนี้ได้ทำการบินเฉพาะเที่ยวบินขนส่งสินค้าเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) และเที่ยวบินพิเศษเพื่อนำคนไทยกลับบ้าน ทำให้มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) ลดลง 96.5% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) ลดลง 99.5% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 10.3% ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเฉลี่ยที่ 74.7% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 0.08 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน 98.6%
สำหรับด้านการขนส่งสินค้ามีอัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (Freight Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 99.9% สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ยที่ 52.8% เนื่องจากบริษัทฯ หยุดทำการบินชั่วคราว ทำให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ขาดรายได้จากธุรกิจการบิน แต่มีรายได้ในส่วนอื่นทดแทน ทำให้บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,492 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 40,017 ล้านบาท หรือ 94.1%
แต่บริษัทฯ มีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น อีกทั้งคณะกรรมการบริษัทฯ ฝ่ายบริหารและพนักงานร่วมกันสมัครใจปรับลดเงินเดือนตั้งแต่เดือน เม.ย.-ธ.ค.63 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทฯ ทำให้มีค่าใช้จ่ายรวม 16,193 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 33,428 ล้านบาท (67.4%) ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 5,353 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ขาดทุน 6,883.88 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 22.2%
ด้าน ตลท. ประกาศขึ้นเครื่องหมาย “SP” หุ้น THAI ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าวันนี้ (14 ส.ค.63) และขึ้นเครื่องหมาย “NP” ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าวันที่ 17 ส.ค. 63 หลังผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินของบริษัทสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 63 และ 30 มิ.ย. 63 ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้
ลักษณะธุรกิจของ THAIเป็นสายการบินแห่งชาติที่ดำเนินธุรกิจกิจการการบินพาณิชย์ทั้งเส้นทางบินระหว่างประเทศและภายในประเทศโดยแยกการบริหารออกเป็นธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจสายการบิน และกลุ่มกิจการสนับสนุนการบินและการขนส่ง